dererumnatura.net เว็บสำหรับคนรักข่าวสารทางธุรกิจ เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม รถยนต์ เว็บแห่งการรวบรวมข่าวสารทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงเหตุการณ์ที่สำคัญของวงการเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทันข่าว ทันเหตุการณ์ เพื่อตัวคุณและธุรกิจของคุณ รวบรวมข่าวสารนานาสาระ ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ รวบรวมข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศลาวและประเทศเพื่อนบ้านของเรา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
Pages
Friday, June 28, 2013
Thursday, June 27, 2013
ประวัติยางพารา
การเริ่มปลูกยางพาราในประเทศไทยไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐานที่แน่นอน มีการเริ่มปลูกใน พ.ศ. 2442-2444 ซึ่งพระยารัษฏานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เจ้าเมืองตรังในขณะนั้น ได้นำเมล็ดยางพารามาปลูกจังหวัดพัทลุง เป็นครั้งแรก ซึ่งชาวบ้านเรียกต้นยางชุดแรกนี้ว่า "ต้นยางเทศา" และต่อมาได้มีการขยายพันธ์ยางมาปลูกในบริเวณจังหวัดตรังและนราธิวาส ในปี พ.ศ. 2454 ได้มีการนำพันธุ์ยางมาปลูกในจังหวัดขอนแก่นซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยหลวงราชไมตรี (ปูม ปุณศรี) เป็นผู้นำพันธุ์ยางมาปลูก และนับจากนั้นเป็นต้นมาได้มีการขยายพันธุ์ปลูกยางพาราไปทั่วทั้ง 14 จังหวัดในภาคใต้ และ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก นอกจากนี้ยังมีการขยายพันธุ์ยางมาปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา ยางพาราก็กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และมีการผลิตเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ไม้ยางพารา สามารถทำรายได้การส่งออกเป็นอันดับสองของประเทศ ยางพาราจึงถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และมีการส่งออกยางธรรมชาติมาเป็นอันดับหนึ่งของโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ซึ่งในปี พ.ศ. 2543 มีผลผลิตจากยางธรรมชาติประมาณ 2.4 ล้านตัน มีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 124,000 ล้านบาท เดิมพื้นที่ที่มีการปลูกยางส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคใต้และภาคตะวันออก แต่ในปัจจุบันมีการขยายการปลูกเพิ่มขึ้นไปยังภาคกลาง โดยเฉพาะยางพาราจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างในเขตจังหวัดจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดบุรีรัมย์จัดเป็นยางพาราคุณภาพดีไม่ต่างจากแหล่งผลิตเดิมในเขตภาคใต้และภาคตะวันออก พื้นที่ที่เหมาะแก่การปลูกยางพาราทั่วประเทศมีทั้งหมด 55.1 ล้านไร่
Wednesday, June 26, 2013
ยางพารา
การปลูกยางพาราในประเทศไทยไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐานที่แน่นอน ได้นำมาปลูกเมื่อ พ.ศ. 2442-2444 ซึ่งพระยารัษฏานุประดิษฐ์ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เจ้าเมืองตรังในขณะนั้น ได้นำเมล็ดยางพารามาปลูกที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นครั้งแรก ซึ่งชาวบ้านเรียกต้นยางชุดแรกนี้ว่า "ต้นยางเทศา" และต่อมาได้มีการขยายพันธ์ยางมาปลูกในบริเวณจังหวัดตรังและนราธิวาส ในปี พ.ศ. 2454 ได้มีการนำพันธุ์ยางมาปลูกในจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยหลวงราชไมตรี (ปูม ปุณศรี) เป็นผู้นำพันธุ์ยางมาปลูก และนับจากนั้นเป็นต้นมาได้มีการขยายพันธุ์ปลูกยางพาราไปทั่วทั้ง 14 จังหวัดในภาคใต้ และ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก นอกจากนี้ยังมีการขยายพันธุ์ยางมาปลูกในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา ยางพาราก็กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และมีการผลิตเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ผลิตภัณฑ์ยาง สามารถทำรายได้การส่งออกเป็นอันดับสองของประเทศ ยางพาราจึงถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และมีการส่งออกยางธรรมชาติมาเป็นอันดับหนึ่งของโลกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ซึ่งในปี พ.ศ. 2543 มีผลผลิตจากยางธรรมชาติประมาณ 2.4 ล้านตัน มีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 124,000 ล้านบาท เดิมพื้นที่ที่มีการปลูกยางส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคใต้และภาคตะวันออก แต่ในปัจจุบันมีการขยายการปลูกเพิ่มขึ้นไปยังภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก โดยเฉพาะยางพาราจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างในเขตจังหวัดจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดสารคามจัดเป็นยางพาราคุณภาพดีไม่ต่างจากแหล่งผลิตเดิมในเขตภาคใต้และภาคตะวันออก พื้นที่ที่เหมาะแก่การปลูกยางทั่วประเทศมีทั้งหมด 55.1 ล้านไร่ แต่พื้นที่ปลูกจริงมีประมาณ 12.4 ล้านไร่เท่านั้น
Tuesday, June 25, 2013
จีนมีการเก็บภาษีศุลกากรของการนำเข้า
ในส่วนของน้ำยางข้น (HS400110) จากเดิมจีนมีการเก็บภาษีศุลกากรของการนำเข้าในโควต้าร้อยละ 5 ยางแผ่นรมควันในโควต้าร้อยละ 12 และยางแท่งในโควต้าร้อยละ 12 ซึ่งทั้งสามประเภทจะต้องเสียภาษีกรณีนอกโควต้าร้อยละ 90 นั้น ภายหลังการที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO แล้ว ในปี 2547 จะยกเลิกการกำหนดโควต้าทั้งหมด แลัวเก็บภาษีศุลกากรในสินค้ากลุ่มยางธรรมชาติร้อยละ 20 จึงจะทำให้ไทยได้ประโยชน์โดยตรงอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบัน จีนมีการนำเข้ายางพาราเกินกว่าโควต้าอยู่ค่อนข้างมาก เช่น โควต้าการนำเข้ายางธรรมชาติของจีนในปี 2542 เท่ากับ 244,997 ตัน ในขณะที่จีนมีการนำเข้าถึงประมาณ 983,647 ตัน ซึ่งในการผลิตยางธรรมชาตินี้ ไทยสามารถผลิตได้คุณภาพที่ทัดเทียมกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ แต่ต้นทุนในการปลูกยางของไทยต่ำกว่า จึงทำให้ราคายางธรรมชาติจากไทยถูกกว่าด้วย นอกจากนี้ จีนยังมีการนำเข้ายางธรรมชาติจากไทยมากที่สุด โดยในปี 2544 จีนมีการนำเข้ายางธรรมชาติจากไทย 605,066 ตันจากการนำเข้าทั้งหมด 983,647 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 61.51 รองลงมาคือ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ร้อยละ 15 และ 12 ตามลำดับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการนำเข้าของจีนจากประเทศคู่แข่งยังห่างจากไทยอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้นที่จีนมีการนำเข้าจากไทยสูงถึงร้อยละ 90 และ 76 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกยางพาราที่มีศักยภาพสูงมากในตลาดจีน
นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังพบว่าจีนเป็นประเทศที่ใช้ยางมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก และยังมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก เช่น ในอุตสาหกรรมล้อยาง แต่ผลผลิตและคุณภาพยางในประเทศจีนไม่ดีนัก คาดว่าในอีกไม่เกิน 3 ปีข้างหน้า จีนจะต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลักมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมาก โดยเฉพาะกับไทยที่มีการส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งอีกด้วย
ในช่วงก่อนการเข้าเป็นสมาชิก ภาษีนำเข้ายางของจีนยังอยู่ในอัตราที่สูง และมีการจัดสรรโควต้าในลักษณะ 2 ครั้งต่อปี หลังจากการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เนื่องจากทางจีนจำเป็นต้องมีการซื้อยางอยู่แล้ว โดยการลดภาษีนำเข้าน่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการจีนในการลดต้นทุนการผลิตมากกว่า ส่วนการเปลี่ยนการจัดสรรโควต้าจาก 6 เดือนต่อครั้งเป็น 1 ปีต่อครั้งก็น่าจะมีส่วนช่วยให้จีนมีความยืดหยุ่นที่สามารถเลือกซื้อยางในช่วงฤดูที่ราคายางในตลาดโลกตกต่ำได้ จีนจึงน่าจะได้เปรียบมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดต้นทุนการเก็บรักษายางด้วย เนื่องจากปกติแล้วยางแท่งและยางแผ่นสามารถเก็บไว้ได้เป็นปี แต่น้ำยางข้นจะเก็บได้เพียง 6 เดือน ก็เท่ากับว่าจีนไม่ต้องเก็บน้ำยางข้นนานเหมือนเมื่อก่อน ทั้งนี้ การบริการจัดการซื้อยางดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของตลาดการค้ายางล่วงหน้าอีกด้วย
ในส่วนของการขนส่งยางพาราจีนนั้น ถ้าเป็นยางที่ผลิตได้ในยูนนานและไหหลำ การขนส่งไปขายทั่วประเทศจะมีต้นทุนการขนส่งสูงกว่าการขนส่งจากไทยเข้าไปยังจีนที่ขนส่งทางเรือจากภาคใต้ตอนล่างผ่านท่าที่สงขลาไปสิงคโปร์ และผ่านท่าที่ปีนังของมาเลเซีย ส่วนภาคใต้ตอนบนจะส่งออกผ่านทางเพชรบุรี ซึ่งในปีนี้
Monday, June 24, 2013
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนเขตเกษตรเศรษฐกิจ
นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนเขตเกษตรเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญใช้ในการกำหนดนโยบายพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย เป็นการจัดสรรหรือนำที่ดินเพื่อการเกษตรที่มีอยู่ประมาณ 150 ล้านไร่ มากำหนดใช้ในการเพาะปลูกข้าว พืชไร่ ผัก ไม้ผล การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจในสินค้าเกษตรที่สำคัญไปแล้ว 13 ชนิดสินค้า คือ หน่อไม้ฝรั่ง ปาล์มน้ำมัน หอมแดง หอมหัวใหญ่ โกโก้ มันสำปะหลัง กระเทียม ไก่เนื้อ กาแฟ ฝ้าย ปอ สับปะรด อ้อย และยังมีสินค้าเกษตรที่มิได้ออกประกาศเขตเกษตรเศรษฐกิจ แต่ประกาศให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียน คือ โคนม หม่อนไหม ข้าวนาปรัง ทุเรียน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะควบคุมและส่งเสริมการผลิตทางการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รักษาเสถียรภาพของระดับราคาผลผลิตทางการเกษตรให้มั่นคงและเป็นธรรม ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาการเกษตรเพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้น
สำหรับกลไกในการขับเคลื่อนเขตเกษตรเศรษฐกิจ จะประกอบด้วยคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ คณะอนุกรรมการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจ และคณะอนุกรรมการบริหารการผลิตกลุ่มสินค้าเกษตร 11 คณะ โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักแต่ละสินค้าและ สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการในแต่ละคณะ ซึ่งการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจ จะมีการวิเคราะห์ความเหมาะสมของที่ดิน คุณสมบัติของดิน ร่วมกับความต้องการธาตุอาหารของพืชแต่ละชนิด ตามสภาพที่มีการเพาะปลูกพืช ร่วมกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น เขตป่าไม้ตามกฎหมาย เขตพื้นที่โครงการชลประทานประกอบการพิจารณากำหนดเขตเหมาะสม สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเกษตรกรในการพิจารณาสร้างความสามารถในการแข่งขันของแต่ละหน่วยผลิต ซึ่งประโยชน์สำคัญที่จะได้จากการบริหารจัดการการใช้ที่ดินของประเทศ จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนจากการทำการเกษตรเนื่องจากปัจจัยการผลิตได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการเลือกพืชที่เพาะปลูกตามความเหมาะสมของดินและสภาพพื้นที่ ดังนั้น เมื่อสามารถบริหารจัดการด้านต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เท่ากับสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตรได้เต็มศักยภาพ ลดการนำเข้าสารเคมีและปุ๋ยเคมี นำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรของประเทศ
Sunday, June 23, 2013
ข่าวยางพาราและเครื่องรีดยางพาราของต่างประเทศ
ผลผลิตยางธรรมชาติประมาณร้อยละ 70 มาจากแหล่งผลิตที่สำคัญ คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยไทยเป็นประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุด ซึ่งเน้นที่การผลิตยางแผ่นรมควันและน้ำยางข้น ยางแผ่นที่ไทยสามารถผลิตได้มากที่สุด คือ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่รองลงมาเป็นอันดับ 2 และผลิตยางแท่งมากที่สุดในโลก สำหรับมาเลเซียเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับสามของโลกโดยเน้นที่การผลิตยางแท่งเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย แต่อย่างไรก็ตามทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียก็มีการผลิตยางแผ่นรมควัน แต่ส่วนใหญ่เป็นยางแผ่นรมควันชั้น 1 ในปัจจุบันศักยภาพการผลิตยางธรรมชาติของมาเลเซียเริ่มลดลง เนื่องจากขาดแรงงานและมีการลดพื้นที่การปลูกยางมาปลูกปาล์มน้ำมันแทน และหันมาสนับสนุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางภายในประเทศ โดยเน้นการใช้ยางธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศ ซึ่งปัจจุบันไม่เพียงพอกับความต้องการจึงต้องนำเข้าน้ำยางดิบจากประเทศไทยบางส่วน จากรายงานผลผลิตยางธรรมชาติของโลกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา (2541-2544) ของ League Management Committee (LMC) พบว่าปริมาณการผลิตยางธรรมชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยประมาณร้อยละ 0.5 ต่อปี กล่าวคือ จาก 6.821 ล้านตันในปี 2541 เป็น 6.979 ล้านตันในปี 2544 ซึ่งในปี 2544 มีปริมาณการผลิตยางแทบจะเท่ากับในปี 2543 แม้ว่าในปี 2543 จะมีการผลิตยางมากกว่าปี 2542 ร้อยละ 2.2 โดยปริมาณการผลิตยางของมาเลเซียและอินโดนีเซียลดลงในปี 2542 ขณะที่ไทยและเวียดนามมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่การเพาะปลูกยาง ซึ่งเวียดนามได้มีแผนพัฒนาการปลูกยางว่าจะขยายพื้นที่ปลูกยางจาก 1.875 ล้านไร่ในปี 2542 เป็น 4.375 ล้านไร่ในปี 2548 ทางด้านมาเลเซียก็กำลังพยายามหาทางขยายการปลูกยางในประเทศกินี ทวีปแอฟริกาตะวันตก ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และต้นทุนถูกกว่า แต่ในปี 2544 ปริมาณการผลิตยางของไทยก็ลดลงขณะที่อินโดนีเซียมีการผลิตยางเพิ่มขึ้นชดเชย
ข้อเสนอแนะต่อภาคอุตสาหกรรม
1. สร้างระบบฐานข้อมูลด้านผลผลิตใหม่ที่น่าเชื่อถือ โดยมีรายละเอียดของการผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อความพร้อมในการบริหารอุปทานยาง
2. สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพยางพาราของไทย รวมทั้งกระบวนการจัดชั้นแผ่นยาง และการรักษาคุณภาพของยางแท่งของไทยให้ได้คุณภาพและมาตรฐานที่มีความสม่ำเสมอ ภายใต้ต้นทุนที่ต่ำอยู่ได้
3. ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าที่ใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบมากขึ้น หรือมีการปรับโครงสร้างภาษีที่เอื้อำนวยต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้มากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราเอง จึงกลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต่างประเทศ
4. พัฒนาท่าเรือน้ำลึกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันไทยมีการส่งออกยางพาราโดยทางเรือ ซึ่งแม้ว่าไทยจะมีแหลมฉบังเป็นท่าเรือที่สามารถส่งไปจีนได้โดยตรง แต่การขนส่งยางทางภาคใต้ของไทยนิยมส่งผ่านท่าปีนังของมาเลเซีย เนื่องจากอยู่ใกล้มากกว่า และมีค่าขนส่งที่ถูกกว่า ในขณะที่ท่าเรือที่ใกล้ที่สุดคือท่าเรือสงขลา แต่เป็นท่าเรือน้ำตื้น ทำให้เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าได้ จึงจำเป็นต้องไปขนถ่ายต่ออีกทีหนึ่ง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น
5. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนภายในประเทศ เพื่อลดสภาวะของการแข่งขันกันตัดราคายางพารา โดยมีภาครัฐเป็นหน่วยงานกลางในการประสานความร่วมมือ รวมทั้งมีการพัฒนาระบบการซื้อขายยางให้มีการปฏิบัติตามสัญญาทางการค้าอย่างถูกต้องมากขึ้น
ภายหลังการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนจีนนั้น หมายถึง จีนจะทำการเก็บภาษีศุลกากรจากไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียนในอัตราร้อยละศูนย์ ในขณะที่ไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียนก็จะทำการเก็บภาษีศุลกากรกับจีนในอัตราร้อยละศูนย์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ มาตรการต่างๆ ที่มิใช่ภาษีศุลกากรก็จะหมดไปจนกระทั่งมีการค้าแบบเสรีอย่างสมบูรณ์ภายในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน การตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีนในส่วนของอุตสาหกรรมยางธรรมชาตินั้น การลดภาษีนำเข้าและการยกเลิกโควต้าจะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศในด้านราคาขายยางพาราในจีนที่ถูกลง เนื่องจากการลดภาษีนำเข้า โดยมีการคาดการณ์ของสมาคมยางพาราไทยว่าในปี 2550 จีนจะมีการใช้ยาง 1.40 ล้านตัน และเพิ่มเป็น 1.65 ล้านตันในปี 2555 ในขณะที่การผลิตยางธรรมชาติของจีนค่อนข้างคงที่ ประมาณ 470,000 ตัน จึงน่าจะเป็นโอกาสทางการค้าที่ดีมากของไทย เมื่อพิจารณาโดยรวมกลับพบว่าผลกระทบของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนทำให้ผลกระทบโดยรวมต่อไทยโดยภาพรวมซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากไทยมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางมากกว่าที่จีนนำเข้ายางธรรมชาติจากไทย การเปิดเสรีจึงเป็นการสนับสนุนสินค้าที่ทำจากยางของจีนไปในตัวด้วย
Saturday, June 22, 2013
กากของเสียอุตสาหกรรม
กากของเสียอุตสาหกรรม ที่กฎหมายโรงงานเรียกว่า สิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วนั้น หมายถึงของเสียหรือสิ่งที่ไม่ใช้แล้วที่เกิดจากการประกอบกิจการโรงงาน ตั้งแต่กระบวนการรับวัตถุดิบ การผลิต การตรวจสอบคุณภาพ การบำบัดมลพิษ การซ่อมบำรุงเครื่องจักร/อุปกรณ์ การรื้อถอน/ก่อสร้างอาคารภายในบริเวณโรงงาน รวมทั้งกากตะกอน หรือสิ่งตกค้างจากสิ่งเหล่านั้น ทั้งที่อยู่ในสภาวะของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ทั้งนี้รวมถึงของเสียอันตรายที่เกิดจากอาคารสำนักงานและที่พักคนงานที่อยู่ภายในบริเวณโรงงาน ยกเว้นของเสียไม่อันตรายที่เกิดจากอาคารสำนักงานและบ้านพักคนงาน เช่น หนังสือพิมพ์ เศษอาหาร ขยะมูลฝอยทั่วไป เป็นต้น จากตัวอย่างของเสียข้างต้น จะเห็นว่ากากของเสียอุตสาหกรรมเกิดจากกิจกรรมทั้งหมดภายในบริเวณโรงงาน ซึ่งของเสียนั้นอาจมีคุณสมบัติที่มีความเป็นอันตราย หรือไม่มีความเป็นอันตราย และต้องกำจัด หรือจำหน่ายเป็นผลพลอยได้ หรือเป็นวัสดุรีไซเคิลไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นได้ เช่น กากชานอ้อยถูกจำหน่ายเพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน หรือ ตะกรันหลอมทองแดงถูก
ปัญหาสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะแรกนี้ ได้แก่ ตลาดภายในประเทศ มีจำกัดโดยพิจารณาจากราคาและรายได้ที่เป็นอยู่ ขนาดและประสิทธิภาพการผลิตยังต่ำ รวมทั้งต้องพึ่งวัตถุกึ่งสำเร็จรูปจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เมื่อพ้นระยะเวลาการได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอากรแล้วยังต้องขอรับความคุ้มครองจากรัฐในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น การห้ามนำเข้าหรือการขึ้นภาษีอากรขาเข้าในสินค้าที่มีการผลิต เพื่อให้สามารถอยู่ต่อไปได้ การให้ความคุ้มครองแก่อุตสาหกรรมดังกล่าว ได้สร้างปัญหาในด้านที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค เนื่องจากอุตสาหกรรมบางประเภทได้รับการคุ้มครองมากและนานเกินไป นโยบายการพัฒนาอุตสาห-กรรมที่ผลิตทดแทนการนำเข้าได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมา คือ ได้มีการระงับการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีอากรสำหรับวัตถุดิบ ในขณะเดียวกันอุตสาห-กรรมที่เกิดขึ้นได้ขยายตัวในทางผลิตสินค้ากึ่งสำเร็จรูปมากขึ้น ปัญหาที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะนี้ ได้แก่ วัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ราคาและปริมาณการส่งมอบมีการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกมาก และปัญหาในเรื่องระบบภาษีอากรและโครงสร้างของอุตสาหกรรมที่ยังต้องคุ้มครองทั้งการผลิตสินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าสำเร็จรูปซึ่งเกิดจากการพัฒนาในระยะแรกในอัตราที่สูงนอกจากนี้ระบบภาษีอากรซึ่งยังมิได้มีการปรับปรุงเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยตรงยังคงก่อให้เกิดความยุ่งยากในทางปฏิบัติอยู่
Thursday, June 20, 2013
อุตสาหกรรมยางพาราภายหลังการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน
อุตสาหกรรมยางพาราภายหลังการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ภายหลังการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนจีนนั้น หมายถึง จีนจะทำการเก็บภาษีศุลกากรจากไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียนในอัตราร้อยละศูนย์ ในขณะที่ไทยและกลุ่มประเทศในอาเซียนก็จะทำการเก็บภาษีศุลกากรกับจีนในอัตราร้อยละศูนย์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ มาตรการต่างๆ ที่มิใช่ภาษีศุลกากรก็จะหมดไปจนกระทั่งมีการค้าแบบเสรีอย่างสมบูรณ์ภายในกลุ่มประเทศอาเซียนและจีน
การตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีนในส่วนของอุตสาหกรรมยางธรรมชาตินั้น การลดภาษีนำเข้าและการยกเลิกโควต้าจะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศในด้านราคาขายยางพาราในจีนที่ถูกลง เนื่องจากการลดภาษีนำเข้า โดยมีการคาดการณ์ของสมาคมยางพาราไทยว่าในปี 2550 จีนจะมีการใช้ยาง 1.40 ล้านตัน และเพิ่มเป็น 1.65 ล้านตันในปี 2555 ในขณะที่การผลิตยางธรรมชาติของจีนค่อนข้างคงที่ ประมาณ 470,000 ตัน จึงน่าจะเป็นโอกาสทางการค้าที่ดีมากของไทย
เมื่อพิจารณาโดยรวมกลับพบว่าผลกระทบของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนทำให้ผลกระทบโดยรวมต่อไทยโดยภาพรวมซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากไทยมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางมากกว่าที่จีนนำเข้ายางธรรมชาติจากไทย การเปิดเสรีจึงเป็นการสนับสนุนสินค้าที่ทำจากยางของจีนไปในตัวด้วย
Wednesday, June 19, 2013
จีนมีความต้องการเครื่องรีดยางและยางธรรมชาติเป็นจำนวนมาก
จีนมีความต้องการเครื่องรีดยางและยางธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ในการผลิตยางล้อที่มีทั้ง ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถจักรยาน และยางรถยนต์ ส่วนผลิตภัณฑ์ยางมียางรัดของ ท่อยาง รองเท้ายาง และยางรัดกางเกงหรือชุดชั้นใน ซึ่งการผลิตผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดต้องการวัตถุดิบต่างกัน คือ ยางแท่งและยางแผ่น ใช้ในการผลิตยางล้อ เป็นส่วนประกอบใน mold เพื่อผลิตส่วนประกอบรถยนต์ และ consumer product เช่น ขอบประตู หน้าต่าง ยางรองคอสะพาน เป็นต้น น้ำยางข้น ใช้ในการผลิต ถุงมือยาง พื้นรองเท้า หมอน ฟูก กาว เป็นต้น การ ใช้ยางธรรมชาติเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ยางทั้งหมดของจีนนั้นแบ่งได้เป็น 2 ตลาดหลัก คือ ตลาดเพื่อใช้ในการทำท่อยาง และตลาดเพื่อใช้ในการทำยางล้อ โดยสามารถแบ่งได้เป็นยางล้อจำนวนร้อยละ 60 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 40 เป็นยางอื่นๆ เช่น ท่อยาง เทปยาง สายยางปะเก็นน้ำมัน และยางแท่นกันสะเทือน เป็นต้น
การใช้ยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมท่อยาง เมื่อ เทียบระหว่างตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์และตลาดเพื่อทำท่อยางจะพบว่า ตลาดยางธรรมชาติเพื่อใช้ในการทำท่อยางมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าอุตสาหกรรม ยานยนต์ โดยในปี 2543 จีนมีความต้องการใช้ท่อยางจำนวน 170 ล้านเมตร และมีการคาดการณ์ว่าจะมีการใช้ท่อยาง 178 ล้านเมตรในปี 2545 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2.3 ต่อปี ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมท่อยางของจีนในปัจจุบันจะเน้นการพัฒนาท่อยางเจาะ น้ำมันที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่ ท่อยางแรงดันสูง และท่อยางที่ใช้ในรถยนต์
การใช้ยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมการผลิตยางล้อในจีน จีนมีความต้องการยางธรรมชาติเป็นจำนวนมากในการผลิตยางล้อที่ประกอบด้วย ยางรถจักรยานยนต์ ยางรถจักรยาน และยางรถยนต์ โดยยางรถยนต์แยกเป็นยางรถบรรทุก ยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยางรถที่ใช้ในการเกษตร และยางล้อเครื่องบิน ซึ่งปัจจุบันจีนสามารถผลิตยางยานพาหนะได้มากกว่า 1,200 ชนิด โดยมีมาตรฐานถึง 8,500 มาตรฐาน ซึ่งมณฑลที่มีการผลิตยางล้อมากที่สุดในปี 2538 อยู่ที่ Shandong คิดเป็นร้อยละ 45.2 ของการผลิตยางล้อทั้งประเทศ รองลงมา คือ มณฑลกวางตุ้งร้อยละ 15.8 เซี่ยงไฮ้ ร้อยละ 13.4 ฟูเจียนร้อยละ 13.1 เจียงซู ร้อยละ 10.6 ยูนนานร้อยละ 1.5 และไหหลำร้อยละ 0.4 ในปี 2539 จีนมีโรงงานผลิตยางล้อรถประมาณ 300 โรง และใช้ยางในการผลิตยางล้อจำนวนทั้งสิ้น 957,000 ตัน ปี 2543 มีการใช้เพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยจากปี 2539 ปีละ 6% โดยเป็นการผลิตยางล้อทั้งสิ้น 60.6 ล้านเส้นในปี 2539 ในขณะที่ปี 2540 ผลิตได้ 69 ล้านเส้น ปี 2543 ผลิตได้ 80 ล้านเส้น ซึ่งสามารถแบ่งเป็นยางแต่ละประเภท ดังนี้
จีนผลิตยางรถ จักรยานได้ 16 ล้านเส้น ในปี 2539 โดย ปี 2543 ผลิตได้ 45 ล้านเส้น ในขณะที่ในปี 2539 ผลิตยางรถจักรยานยนต์ได้ 120 ล้านเส้น และเพิ่มเป็น 220 ล้านเส้นในปี 2543 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 7-8 % ในด้านของยางเรเดียล ปี 2539 จีนผลิตได้ 9.9 ล้านเส้นหรือคิดเป็น ร้อยละ 15 ของการผลิตยางล้อทั้งหมด โดยในปี 2540 เพิ่มเป็น 12.8 ล้านเส้น และในปี 2543สัดส่วนการผลิตยางเรเดียลจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 35 ซึ่งถือว่ามีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะการขยายตัวของการลงทุนจากบริษัทผลิตยางเรเดียลของจีนเองและจากต่าง ประเทศ เช่น บริดจสโตน มิชลิน และกู๊ดเยียร์ ในปี 2543 -2544 จำนวนรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านคัน โดยเป็นรถโดยสาร 1.25-1.28 ล้านคัน โดยเป็นการใช้ยางรถโดยสารเพิ่มขึ้น 60.3 ล้านเส้น และยางเรเดียล 40 ล้านเส้น และจากสถิติของ International Rubber Study Group ดังตารางที่ 20 พบว่าจีนมีการผลิตยางรถยนต์ซึ่งรวมทั้งรถส่วนตัวและรถบรรทุกจำนวน 121.60 ล้านเส้นในปี 2543 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2544 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2543 ด้วย และในปี 2544 มีการประมาณการว่าจะมีการผลิตล้อยางไม่ต่ำกว่า 135 ล้านเส้นใน การผลิตยางล้อนั้นในอดีตนิยมใช้ยางแผ่นในการผลิต โดยยางแผ่นที่ใช้เป็นยางแผ่นคุณภาพต่ำ(ยางแผ่นเกรด 3 ซึ่งเป็นยางแผ่นเกรดที่ไทยสามารถผลิตได้มากที่สุด)
แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนมาใช้ยางแท่งในการผลิตยางรถยนต์มากขึ้น เนื่องจาก โรงงานผลิตยางรถยนต์สมัยใหม่สามารถใช้ทั้งยางแท่งและยางแผ่นรมควันเป็นวัตถุ ดิบ ต่างจากเทคโนโลยีสมัยเก่าที่เน้นการใช้ยางแผ่นรมควันมากกว่า การเติบโตของอุตสาหกรรมล้อยางนี้ขึ้นอยู่กับ 2 องค์ประกอบหลักคือ นโยบายทางด้านคมนาคมของจีนทีเกี่ยวกับการสร้างถนนเชื่อมโยงโดยเฉพาะระหว่าง เมืองและมณฑลต่าง ๆ และนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์เพื่อให้เป็นพาหนะของประชาชนที่มีอำนาจ ในการซื้อ