อุตสาหกรรม: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนเขตเกษตรเศรษฐกิจ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนเขตเกษตรเศรษฐกิจ

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนเขตเกษตรเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญใช้ในการกำหนดนโยบายพัฒนาการเกษตรของประเทศไทย เป็นการจัดสรรหรือนำที่ดินเพื่อการเกษตรที่มีอยู่ประมาณ 150 ล้านไร่ มากำหนดใช้ในการเพาะปลูกข้าว พืชไร่ ผัก ไม้ผล การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจในสินค้าเกษตรที่สำคัญไปแล้ว 13 ชนิดสินค้า คือ หน่อไม้ฝรั่ง ปาล์มน้ำมัน หอมแดง หอมหัวใหญ่ โกโก้ มันสำปะหลัง กระเทียม ไก่เนื้อ กาแฟ ฝ้าย ปอ สับปะรด อ้อย และยังมีสินค้าเกษตรที่มิได้ออกประกาศเขตเกษตรเศรษฐกิจ แต่ประกาศให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียน คือ โคนม หม่อนไหม ข้าวนาปรัง ทุเรียน โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะควบคุมและส่งเสริมการผลิตทางการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รักษาเสถียรภาพของระดับราคาผลผลิตทางการเกษตรให้มั่นคงและเป็นธรรม ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในด้านการพัฒนาการเกษตรเพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรให้สูงขึ้น


สำหรับกลไกในการขับเคลื่อนเขตเกษตรเศรษฐกิจ จะประกอบด้วยคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ คณะอนุกรรมการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจ และคณะอนุกรรมการบริหารการผลิตกลุ่มสินค้าเกษตร 11 คณะ โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักแต่ละสินค้าและ สศก. เป็นฝ่ายเลขานุการในแต่ละคณะ ซึ่งการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจ จะมีการวิเคราะห์ความเหมาะสมของที่ดิน คุณสมบัติของดิน ร่วมกับความต้องการธาตุอาหารของพืชแต่ละชนิด ตามสภาพที่มีการเพาะปลูกพืช ร่วมกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น เขตป่าไม้ตามกฎหมาย เขตพื้นที่โครงการชลประทานประกอบการพิจารณากำหนดเขตเหมาะสม สำหรับใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจของผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเกษตรกรในการพิจารณาสร้างความสามารถในการแข่งขันของแต่ละหน่วยผลิต ซึ่งประโยชน์สำคัญที่จะได้จากการบริหารจัดการการใช้ที่ดินของประเทศ จะทำให้เกษตรกรลดต้นทุนจากการทำการเกษตรเนื่องจากปัจจัยการผลิตได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการเลือกพืชที่เพาะปลูกตามความเหมาะสมของดินและสภาพพื้นที่ ดังนั้น เมื่อสามารถบริหารจัดการด้านต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เท่ากับสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตรได้เต็มศักยภาพ ลดการนำเข้าสารเคมีและปุ๋ยเคมี นำไปสู่การยกระดับความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรของประเทศ

No comments:

Post a Comment

Copyright © อุตสาหกรรม Urang-kurai